|
การศึกษาในสหรัฐอเมริกาแต่ละรัฐจะควบคุมคุณภาพ การเรียนการสอน
และวางแผนการศึกษาของตนเอง โดยไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาลกลาง
ทุกรัฐจะมีหน่วยงานการศึกษาคล้ายกระทรวงศึกษาธิการ คอยกำหนดมาตรฐานต่างๆ
แนะนำเงินงบประมาณอุดหนุนให้โรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย
จากเงินภาษีที่เก็บได้จากประชาชนในแต่ละรัฐ การศึกษาภาคบังคับ
นักเรียนอเมริกันทุกคนจะเรียนฟรีไม่ว่าจะอยู่ที่รัฐใด จนจบชั้นมัธยมศึกษา
หรือ Grade 12 สำหรับนักเรียนจากประเทศไทย
ที่ต้องการเรียนในระดับประถมและมัธยมศึกษาที่อเมริกา
จะสมัครเข้าเรียนได้ในโรงเรียนเอกชนเท่านั้น
เพราะสหรัฐอเมริกาจะไม่ออกวีซ่าให้นักเรียนไทยที่ได้ I-20 จากโรงเรียน
ระดับประถมและมัธยมศึกษาจากโรงเรียนของรัฐที่เรียกว่า Public School
การเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจะมีข้อแตกต่าง กล่าวคือ
ถ้านักเรียนที่มีถิ่นฐานในรัฐหนึ่ง
จะข้ามมาศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยอีกรัฐหนึ่ง
จะต้องเสียค่าเล่าเรียนแพงขึ้น ที่เรียกว่า Out of States Tuition
และถ้านักศึกษามาจากประเทศอื่น จะต้องเสียค่าเล่าเรียนมากกว่าขึ้นไปอีก
ชีวิตการเรียนของเด็กอเมริกันเริ่มต้นด้วยโรงเรียนเตรียมอนุบาล
หรือโรงเรียนอนุบาล ตั้งแต่อายุประมาณ 3 ขวบ
เด็กอเมริกันจะเข้าเริ่มเรียนอย่างจริงจังเมื่ออายุ 6 ขวบ บริบูรณ์
คือเข้าเรียนในชั้น Grade 1 ซึ่งบ้านเราก็นับว่าเป็น ประถมศึกษาปีที่ 1
ระบบการศึกษาของประเทศอเมริกา จะจัดแบ่งออกเป็น Grade 1 ถึง Grade 12
ซึ่งโดยหลักการแล้ว จะจัดแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 คือ Grade 1
ถึง Grade 6 หรือระดับประถมศึกษา (Elementary School)
โรงเรียนมัธยมศึกษา (Junior
High Schools / High Schools)
ช่วงที่ 2 คือ Grade 7 และ
Grade 8 หรือระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (Junior High School) และช่วงที่ 3
คือ Grade 9 ถึง Grade 12 เป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (Senior High
School) โดยทั่วไปสำหรับเด็กที่เข้าเริ่มเรียนตามปกติ
และเรียนต่อเนื่องไปโดยไม่ขาดตอน จะสำเร็จการศึกษา Grade 12 เมื่อ
อายุประมาณ 18 ปี ซึ่งนับว่าสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
นักเรียนในระดับนี้ ต้องเรียนวิชาพื้นฐานคือ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา และอาจต้องเรียนภาษาต่างชาติ หรือพลศึกษาด้วย
นักศึกษาต่างชาติที่เข้าไปเรียนต่อ ในระดับมัธยมศึกษา
ประถมศึกษาในประเทศอเมริกามีจำนวนไม่มากนัก
และส่วนใหญ่จะเข้าเรียนกับโรงเรียนประจำของเอกชน หรือ Boarding School
แม้ว่าในปัจจุบันโรงเรียนของรัฐบาลจะมีนโยบาย
เปิดรับนักศึกษาต่างชาติมากขึ้น แต่นักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่
ก็ยังคงสมัครเข้าเรียนกับโรงเรียนประจำ
เนื่องจากโรงเรียนรัฐบาลส่วนใหญ่ไม่สามารถจัดหาหอพักให้ได้
โดยทั่วไปนักเรียน
ไทยส่วนใหญ่ที่ไปเรียนต่อในระดับนี้มักสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่
3 แล้ว และไปเข้าเรียนต่อ Grade 10 ใน ประเทศอเมริกา
ระดับอุดมศึกษา (Higher
Education)
สถาบันระดับอุดมศึกษาในสหรัฐอเมริกามีมากมายกว่า 3,000 แห่ง
ทั้งของรัฐและเอกชน โดยสถาบันในระดับอุดมศึกษา จะแยกออกเป็น 4 ประเภท
ดังนี้
1.
วิทยาลัยแบบ 2 ปี หรือวิทยาลัยชุมชน (Junior Colleges และ Community
Colleges)
นักศึกษาที่เรียนใน วิทยาลัย Junior และ Community Colleges สามารถ
เลือกเรียนได้ใน 2 หลักสูตร คือ
1.1
Transfer Track
เป็นหลักสูตรที่เป็นวิชาพื้นฐาน 2 ปี แรกของการศึกษาระดับปริญญาตรี
โดยนักศึกษาจะลงเรียนรายวิชาบังคับ (General Education Requirements)
เป็นเวลา 2 ปี จากนั้น นักศึกษาสามารถโอนหน่วยกิต (Transfer)
ไปมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน เพื่อศึกษาต่อในระดับปี 3
โดยที่เกรดเฉลี่ยที่นักศึกษาทำได้ในระหว่าง 2 ปีนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่า
นักศึกษาจะได้รับการตอบรับเข้ามหาวิทยาลัย
ที่อยู่ในอันดับยากง่ายเพียงใด
1.2 Terminal/Vocational
Track เป็นหลักสูตรอนุปริญญาสายวิชาชีพ หลังจาก 2 ปีแล้ว
นักศึกษาจะได้รับวุฒิอนุปริญญา (Associate Degree) ทางสาขาวิชาที่เลือก
อาทิเช่น คอมพิวเตอร์ เลขานุการ เขียนแบบ เป็นต้น
2.
วิทยาลัย (Colleges)
เป็นสถาบันระดับอุดมศึกษา หลักสูตร 4 ปี เปิดสอนในสาขาวิชาต่างๆ
วิทยาลัยหลายแห่ง เปิดสอนถึงระดับปริญญาโท
วุฒิบัตรระดับปริญญาตรีและโทจาก College ทั้งของรัฐและเอกชนในสหรัฐฯ
มีศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่า University ทุกประการ
3.
มหาวิทยาลัย (University)
เป็นสถาบันระดับอุดม ศึกษาที่เปิดสอนระดับปริญญาตรีขึ้นไป
มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ จะเปิดสอนจนถึงระดับปริญญาโทและเอกในสาขาต่างๆ
4. สถาบันเทคโนโลยี
(Institute
of Technology) เป็นสถาบันที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี
และอาจเปิดสอนจนถึงระดับปริญญาโทและเอก
สถาบันเทคโนโลยีส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นที่การสอนในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เงื่อนไขการรับเข้าเรียน
มัธยมศึกษา
นักเรียนจากประเทศไทยสามารถศึกษาต่อในระดับมัธยมในโรงเรียนของเอกชนเท่านั้น
ไม่สามารถเข้าเรียนในสถาบันของรัฐบาลได้ เงื่อนไขอื่นๆ
เช่นเกรดเฉลี่ยและคะแนน TOEFL แตกต่างออกไปตามสถาบัน
วิทยาลัย
วิทยาลัยส่วนใหญ่ต้องการนักศึกษาที่มีเกรดเฉลี่ย 2.0 ขึ้นไป และคะแนน
TOEFL 450-500 ขึ้นไป
มหาวิทยาลัย
สำหรับปริญญาตรี สถาบันส่วนใหญ่ต้องการนักศึกษาที่มีเกรดเฉลี่ย 2.5
ขึ้นไป และ TOEFL 500 ขึ้นไป
ปริญญาโทและเอก เกรดเฉลี่ย
3.0 ขึ้นไป และคะแนน
TOEFL ไม่ต่ำกว่า
500 นักศึกษาที่จะสมัครในโปรแกรม
MBA ส่วนใหญ่จะต้องใช้คะแนน GMAT ซึ่งจะนำมาคำนวณกับเกรดเฉลี่ยปริญญาตรี
ส่วนนักศึกษาที่สมัครปริญญาโทและเอกในสาขาอื่นๆ ส่วนใหญ่จะต้องสอบ GRE
(Graduate Record Examination)
ปีการศึกษา
ปีการศึกษาในสหรัฐอเมริกา
(Academic Year) จะเริ่ม ประมาณเดือนกันยายนถึงพฤษภาคม
ซึ่งมีกำหนดภาคเรียน แตกต่างกันออกไปดังนี้
ระบบ Semester
เป็นระบบที่นิยมใช้มากที่สุด ในระยะเวลาหนึ่งปีจะประกอบด้วย 2 Semesters
และ 1-2 Summer Sessions แต่ละ Semester ยาวประมาณ 16 สัปดาห์ ดังนี้
 | Fall Semester
เปิดประมาณปลายสิงหาคม - กลางธันวาคม |
 | Spring Semester เปิดประมาณต้นมกราคม - เมษายน (บางครั้ง
Summer Session จะแบ่งครึ่งเป็น 2 ช่วงสั้น ๆ) |
 | Summer Session เปิดประมาณกลางพฤษภาคม
- สิงหาคม |
ระบบ Quarter
ในหนึ่งปีแบ่งออกเป็น 4 Quarter แต่ละ Quarter ใช้เวลาเรียนประมาณ 10
สัปดาห์ ดังนี้
 | Fall Quarter เปิดประมาณกลางกันยายน- ธันวาคม |
 | Winter Quarter
เปิดประมาณมกราคม-
กลางมีนาคม |
 | Spring Quarter เปิดประมาณ ต้นเมษายน-
กลางมิถุนายน |
 | Summer Quarter
เปิดประมาณ กลาง มิถุนายน-
สิงหาคม |
ระบบ Trimester
ใน 1 ปี แบ่งภาคการศึกษาดังนี้
 | First Trimester
เปิดประมาณกลางกันยายน-
ธันวาคม |
 | Second Trimester
เปิดประมาณมกราคม - เมษายน |
 | Third Trimester
เปิดประมาณพฤษภาคม - สิงหาคม
|
ระบบ 4-1-4
เป็นระบบใหม่ที่ใช้ในสถานศึกษาราว 8%
ในสหรัฐอเมริกาแบ่งปีการศึกษาออกเป็น 2 ภาคใหญ่ คั่นด้วยภาคเรียนสั้นๆ
ที่เรียกว่า Interim เพื่อให้นักศึกษาไปทำการค้นคว้าด้วยตนเองหรือออก
Field Trip แบ่งภาคเรียน ดังนี้
 | Fall Semester เปิดประมาณปลายสิงหาคม - ธันวาคม
|
 | Interim เปิดประมาณเดือนมกราคม (1 เดือน)
|
 | Spring Semester เปิดประมาณเดือนกุมภาพันธ์ -
พฤษภาคม
|
การสมัครเข้าศึกษา
นักศึกษาที่ต้องการไปศึกษาต่อสหรัฐอเมริกา ควรเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 1
ปี การติดต่อสถานศึกษานั้น ผู้สมัครสามารถดำเนินการได้เอง
โดยขอใบสมัครไปที่ Office of Admission ของมหาวิทยาลัย
พร้อมระบุว่าต้องการสมัครสาขาใด ถ้าเป็นการสมัครระดับปริญญาโทหรือเอก
ต้องเขียนขอใบสมัคร ไปที่ Graduate School Admissions Office หรือ
Chairman ของคณะหรือแผนกที่ต้องการเรียน ในยุคของคอมพิวเตอร์
นักศึกษาสามารถสมัครผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต
แต่ต้องกรอกข้อความให้ครบถ้วน และดำเนินการทุกขั้นตอนตามที่สถานศึกษา
กำหนด ใบสมัครจะไม่ได้รับการพิจารณา
ถ้าทางสถาบันไม่ได้รับเงินค่าธรรมเนียมการสมัคร
หลังจากที่ส่งจดหมายหรือแบบฟอร์มขอใบสมัครไปยังสถานศึกษา ประมาณ 3-6
สัปดาห์ นักศึกษาควรจะได้รับการติดต่อกลับมาจากสถานศึกษา
ซึ่งส่วนใหญ่จะส่งรายละเอียด และใบสมัครหรือใบสมัครขั้นต้น (Preliminary
Form) มาให้ ผู้สมัครต้องอ่านรายละเอียดที่ส่งมา
และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องการส่งเอกสาร
ที่สถานศึกษาต้องการให้ถึงสถานศึกษาก่อนวันปิดรับสมัคร
หรือนักศึกษาอาจติดต่อตัวแทนสถาบัน
ที่เป็นสมาชิกชมรมแนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศ
เพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลือในการสมัคร
เอกสารที่ต้องใช้ในการสมัครเรียน
-
แบบฟอร์มใบสมัครที่กรอกเรียบร้อยแล้ว
ค่าธรรมเนียมการสมัคร
(Application
Fee) 10-100 เหรียญสหรัฐ (แล้วแต่สถานศึกษาจะกำหนด)
ซึ่งค่าสมัครนี้จะไม่มีการคืน ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับนักศึกษาก็ตาม
ใบแสดงผลการเรียน
(Transcript) ฉบับจริง
สถานศึกษามักต้องการผลสอบ
TOEFL,
GRE
หรือ
GMAT
สำหรับผู้สมัครเข้าศึกษาในระดับปริญญาโทหรือเอก
ผลสอบเหล่านี้ต้องขอให้ศูนย์สอบ เช่น Education Testing Service (ETS)
ส่งผลไปยังสถานศึกษาโดยตรง (รายงานผลสอบที่ส่งจากศูนย์สอบไปยังสถานศึกษานี้
เรียกว่า Official Score Report)
จดหมายรับรองฐานะทางการเงิน (Financial Statement)
ของผู้ปกครองจากสถาบันการเงินที่ผู้ปกครองเป็นลูกค้า
อยู่ในกรณีที่เป็นนักเรียนทุน ควรมีจดหมายรับรองการรับทุนแนบไปด้วย
จดหมายรับรอง
(Letter of
Recommendation)
2-3 ฉบับจากอาจารย์ผู้สอนหรือผู้บังคับบัญชา
บทเรียงความประวัติส่วนตัวหรือจุดประสงค์ในการศึกษาต่อ
หรืออาจจะเป็นหัวข้ออื่นๆ แล้วแต่สถานศึกษาจะกำหนด ประมาณ 300-500 คำ
เอกสารเหล่านี้
ต้องส่งทางไปรษณีย์อากาศให้ถึงสถานศึกษาก่อนวันปิดรับสมัคร
สถานศึกษาจะพิจารณาจากหลักฐานที่ส่งไป
หากพอใจก็จะส่งจดหมายตอบรับเข้าเรียน
หลายแห่งจะให้นักศึกษาตอบยืนยันการตัดสินใจอีกครั้งว่า จะไปเรียน ณ
สถานศึกษาที่ตอบรับมานี้แน่นอนแล้ว จึงจะส่งใบตอบรับอย่างเป็นทางการที่เรียกว่า
I-20
Form มาให้ เพื่อให้นักศึกษานำไปใช้ เป็นหลักฐานประกอบการขอวีซ่านักเรียน
สถานศึกษาหลายแห่งอาจแนบรายละเอียดการลงทะเบียนเรียนมาด้วย
เนื่องจากการติดต่อสถานศึกษา
การสอบต่างๆ การส่งเอกสารและการพิจารณาใบสมัครใช้เวลามาก ฉะนั้นผู้สนใจ
ไปศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกาควรเริ่มเตรียมการล่วงหน้าอย่างน้อยประมาณ 1
ปีก่อนกำหนดเดินทาง
ที่พักอาศัย
เรื่องที่พักอาศัยนั้น
ควรเริ่มศึกษาหาข้อมูลตั้งแต่ตอนทำการติดต่อสถานศึกษา
โดยศึกษาจากเอกสารของสถานศึกษาว่า สถานศึกษาที่สนใจนั้น
มีหอพักสำหรับนักศึกษาหรือไม่ หากมี ที่พักเป็นอย่างไร
หอพักในสถานศึกษานั้นอาจแตกต่างกันไป ทั้งด้านสภาพที่พัก
บริการที่มีให้นักศึกษา และการจัดแบ่งประเภทของหอพัก เป็นต้น
เนื่องจากสถานศึกษาบางแห่งมีหอพักจำนวนจำกัด
นักศึกษาจึงควรสำรองที่พักล่วงหน้า ตั้งแต่ในขั้นตอนการสมัคร
โดยทั่วไปในการสำรองที่พักนี้ สถานศึกษามักจะเก็บเงินมัดจำค่าสำรองที่พัก
(Deposit Fee) ด้วย ที่พักอาศัย
ที่กล่าวถึงต่อไปนี้ จะแยกตามประเภทของนักศึกษาคือ
สำหรับนักศึกษาในวิทยาลัย/มหาวิทยาลัย
มีทั้งที่เป็น หอพักในสถานศึกษา
(On-Campus
Housing) และที่พักนอก สถานศึกษา
(Off-Campus
Housing)
ที่พักในสถานศึกษา
สถานศึกษาส่วนใหญ่มักจัดที่พักในสถานศึกษา
เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักศึกษา ที่พักในสถานศึกษานี้มักมีจำนวนจำกัด
จึงควรเริ่มติดต่อและสำรองห้องพักแต่เนิ่นๆ
โดยการเขียนจดหมายขอรายละเอียดไปยัง Housing Office ของสถานศึกษานี้
มีหลายประเภทคือ
Dormitory
หรือ Residence Hall
คือ หอพักสำหรับ
นักศึกษาที่เป็นโสดหรือไม่ได้นำครอบครัวไปด้วย อาจแบ่งเป็น หอพักหญิง
หอพักชาย หรือหอพักรวม (โดยที่แยกนักศึกษาชาย-หญิง
ออกเป็นคนละห้องหรือคนละชั้น) มีทั้งที่เป็นห้องเดี่ยว ห้องคู่
หรือห้องรวม 4 คน มีห้องน้ำในห้อง หรือห้องน้ำรวม
บางแห่งอาจมีการจัดเตรียมห้องอาหารให้ด้วย
ทั้งนี้แล้วแต่การจัดของสถานศึกษาแต่ละแห่ง
Married
Housing
เป็นหอพักสำหรับนักศึกษาที่แต่งงานแล้ว และนำครอบครัวไปด้วย
บางแห่งจัดไว้เป็นหมู่บ้านมีทั้งที่เป็น Studio ห้องนอนเดี่ยวหรือคู่
อาจมีเฟอร์นิเจอร์หรือไม่มีก็ได้ .
Apartment
สถานศึกษาบางแห่ง จัดที่พักประเภทนี้ไว้ให้นักศึกษาอยู่ เหมือน
Apartment ของเอกชน มักเก็บค่าเช่าแพงกว่าสองแบบที่กล่าวมาข้างต้น
การอยู่ Apartment นี้ นักศึกษาจะมีอิสระมากกว่าอยู่ใน Dormitory หรือ
Residence Hall เช่น มีอิสระในการเข้าออก
หรือสามารถทำอาหารรับประทานเองได้
ที่พักนอกสถานศึกษา
มักเป็นที่พักของเอกชน หรือบ้านเช่าต่างๆ นอกสถานศึกษา
สถานที่พักเหล่านี้รับบุคคลทั่วไปเข้าพักได้
โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นนักศึกษาหรือไม่ การติดต่อหาที่พัก
นักศึกษาต้องเป็นผู้หาข้อมูลเองว่ามีที่ใดว่าง สามารถเข้าพักได้เมื่อใด
นักศึกษาอาจปรึกษาเจ้าหน้าที่ Housing Office
หรือที่ปรึกษานักศึกษาต่างชาติ (Foreign Student Advisor) ของสถานศึกษา
ว่าแห่งใดเหมาะแก่การพักอาศัย ทั้งนี้เพราะค่าเช่าที่พักเหล่านี้
ตลอดจนที่ตั้ง และสภาพที่พักอาจแตกต่างกันไป
ผู้เข้าพักควรได้แวะไปดูสถานที่ก่อนเซ็นสัญญาเข้าพัก
อีกทั้งควรได้ศึกษาและอ่านสัญญาเช่าบ้านพักให้ละเอียดรอบคอบ
เพราะสัญญาเช่าที่พักนั้นต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร
และต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากผิดสัญญาอาจถูกฟ้องร้องได้
หอพักเหล่านี้มีหลายประเภทดังนี้
Apartment
มีหลายราคา หลายระดับ ตั้งแต่ชนิดที่หรูหราจนถึงชนิดที่เก่าแก่ซอมซ่อ
ราคาค่าเช่าพักนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพและที่ตั้งของ Apartment นั้นเอง
โดยทั่วไป Apartment 1 ห้องชุด จะประกอบด้วยห้องนอน ห้องนั่งเล่น
ห้องครัว และห้องน้ำครบบริบูรณ์ นักศึกษา 2-3 คนมักจะรวมกันเช่า
เพราะนอกจากมีอิสระมากกว่าอยู่หอพักในสถานศึกษา
ยังสามารถทำอาหารรับประทานได้ด้วย ข้อเสียคือ ค่าเช่ามักแพง
ทำให้นักศึกษาต้องอยู่รวมกัน หากเป็นนักศึกษาไทยทั้งหมด
โอกาสที่จะได้ฝึกภาษาก็น้อยลง นอกจากนี้ Apartment บางแห่ง
อยู่ไกลจากที่เรียน ทำให้เสียเวลาในการเดินทาง
บางคนก็เสียเวลากับการปรุงอาหาร เพราะที่พักประเภทนี้มักไม่มีโรงอาหาร
หรือ Cafeteria
Rooming House
คือห้องเช่า ส่วนมากมีลักษณะเป็นบ้าน มีหลายห้อง
เจ้าของบ้านจะเป็นผู้กำหนดระเบียบการเช่า การใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น
การเปิด-ปิดเครื่องทำความร้อน (Heater) การใช้ครัวทำอาหาร
การนำเพื่อนมาพักในโอกาสพิเศษ การใช้ตู้เย็น ห้องน้ำ ฯลฯ Rooming House
บางแห่ง มีแต่ผู้เช่าล้วนๆ ไม่มีเจ้าของบ้านพักอยู่ด้วยก็มี
Family
ปัจจุบันการหาครอบครัวอเมริกันเข้าพักด้วยค่อนข้างยาก
หากมีก็มักจะอยู่ในลักษณะเหมือน Room-mate/ rent
House นั่นคือ เสียเงินค่าเช่าตามที่ตกลงกัน
สำหรับนักศึกษาที่เดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาโดยไม่ได้จองที่พักใดๆ ไว้เลย
หรือหอพักที่จองไว้ยังไม่เปิด อาจพักอยู่ชั่วคราวกับโรงแรม
หรือที่พักชั่วคราวที่สถานศึกษาจัดไว้ให้
หรือกับสถานที่ซึ่งที่ปรึกษานักศึกษาต่างชาติ
(Foreign Student Advisor) แนะนำ
ข้อแนะนำบางประการก่อนออกเดินทาง
หลังจากที่นักศึกษาได้วีซ่าแล้ว นอกจากเรื่อง
การขอซื้อเงินและการจองตั๋วเครื่องบินแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่นักศึกษา
ต้องดำเนินการก่อนออกเดินทาง เช่น
-
หาความรู้เกี่ยวกับสถานศึกษาที่จะไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
จากเอกสารของสถานศึกษาที่หน่วยงานแนะแนวการศึกษา
จากการสอบถามนักเรียนเก่า หรือจากองค์กรต่างๆ ที่ให้ทุนการศึกษา
- กำหนดแผนการเดินทางให้ชัดเจน เป็นต้นว่า เส้นทางที่เหมาะสม
ตลอดจนการจองที่พักในโรงแรมหากจำเป็น
- นักศึกษาที่สมรสแล้ว
ควรเตรียมการสำหรับสมาชิกในครอบครัวให้เรียบร้อย
หากสมาชิกเหล่านั้นจะเดินทางตามท่านไปโดยเฉพาะเรื่องที่พัก
- เนื่องจากการรักษาโรคตาและฟัน
ไม่รวมอยู่ในแผนการประกันสุขภาพเบื้องต้น ดังนั้น
อย่าลืมตรวจรักษาฟันและสายตา
ตลอดจนเตรียมแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์สำรองอีกชุด
พร้อมทั้งสำเนาใบสั่งทำแว่นติดตัวไปด้วย
เพราะค่ารักษาพยาบาลในสหรัฐแพงมาก บางคนอาจยังมีเรื่องปลีกย่อยอื่นๆ
ที่ต้องจัดการให้เรียบร้อยอีก อย่างไรก็ตาม
ข้อแนะนำสำหรับทุกคนคือให้รีบทำเสียแต่เนิ่นๆ
อย่าปล่อยไว้จนนาทีสุดท้ายแล้วจึงคิดทำนะคะ
ติดต่อทาง ศูนย์
ซีทีเอให้ช่วยบริการจัดหาและดำเนินการสมัครให้ได้ค่ะ
Live-in Caregiver/Health Care
Aide/ESL (General) /
Cambridge Program/Teacher
Training/
Food&
Beverages Management /Hotel
Management/Bible Camps/Teen
Activities Program
Kids-Parents Program /RN Nurse Preparations/
IELTS
Program/LifeLaunch/Music
Ministry Art Program |